วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555


            คาร์บาเมต (carbamates)   เป็นสารฆ่าแมลงกลุ่มหนึ่งที่มีใช้อยู่ในปัจจุบัน  สารเคมีในกลุ่มนี้ ตัวแรกที่มีประวัติในการใช้ ก็คือ อีเซอรีน (eserine) หรือ ฟัยโสสติกมีน (physostigmine) สารนี้เป็นสารพิษที่พบในเมล็ดถั่วคาลาบาร์ (Calabar beans) ซึ่งเป็นพืชในวงศ์เลกูมิโนเซ (Leguminosae) จากอาฟริกาตะวันตก เมล็ดถั่วคาลาบาร์นี้จะใช้กระบวนการทางกฎหมาย โดยผู้ที่ตกเป็นต้องสงสัยในคดีต่างๆ     ต้องรับประทานยาที่ปรุงจากเมล็ดถั่วนี้     ถ้าสามารถรอดชีวิตได้จะถือว่าไม่มีความผิด การทดสอบนี้ ทำเพื่อเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ มากกว่าเป็นการลงโทษ

            อี เซอรีน เป็นสารยับยั้งอะเซทิลโคลิเนสเทอเรส (acetylcholinesterase inhibitor) ตัวแรกที่เป็นที่รู้จัก โดยในหนู มีขนาดที่ทำให้ประชากร 50% ตาย หรือที่เรียกว่า แอลดี50 (LD50) เท่ากับ 4.5 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยการกิน และ 0.64 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยการฉีดเข้าทางช่องท้อง

            สูตร โครงสร้างทางเคมีทั่วไปของสารฆ่าแมลงกลุ่มคาร์บาเมต เป็นดังรูปข้างล่าง โดยส่วนใหญ่ของสารฆ่าแมลง  มักจะมีสูตรโครงสร้างทั่วไปเป็นดังรูปทางซ้ายมือ  ซึ่งเป็นการง่ายที่จะสังเกตหรือจดจำสารเคมีกลุ่มนี้ได้จากสูตรโครงสร้างทาง เคมี

                              

โครงสร้างทั่วไปของสารฆ่าแมลงกลุ่มคาร์บาเมต

            อี เซอรีน และคาร์บาเมตอื่นๆ  ในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์โดยการทำปฏิกิริยาที่ตำแหน่งออกฤทธิ์ (active site)   ที่เดียวกับสับสเทรต (substrate)    หรือสารตั้งต้นของเอนไซม์   และสารฆ่าแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสฟอรัส (organophosphorus)    แต่มีข้อแตกต่างที่สำคัญ    คือ    เมื่อกลุ่มแทนที่คาร์บาเมตไปจับกับเอนไซม์แล้ว จะเกิดไฮโดรไลซิส (hydrolysis) หรือแยกสลายออกมาจากเอนไซม์ได้ง่ายกว่าออร์กาโนฟอสฟอรัส แต่ยากกว่าสับสเทรต


            คาร์ บาเมตแบ่งออกได้เป็น  2  กลุ่ม  คือ  คาร์บาเมตธรรมดา (ordinary carbamates)  และ  ออกซีมคาร์บาเมต (oxime carbamates) แต่กลไกการออกฤทธิ์คล้ายกัน

                           
    

ตัวอย่างของสารฆ่าแมลงกลุ่มคาร์บาเมต

        1. Carbaryl
            ชื่อทางเคมี : 1-naphthyl methylcarbamate
            สูตรเคมี : C12H11NO2
            สูตรโครงสร้างทางเคมี :

                                    


         2. Carbofuran
             ชื่อทางเคมี : 2,3-dihydro-2,2-dimethylbenzofuran-7-yl methylcarbamate
             สูตรเคมี : C12H15NO3
             สูตรโครงสร้างทางเคมี :

                                     


         3. Carbosulfan
             ชื่อทางเคมี : 2,3-dihydro-2,2-dimethylbenzofuran-7-yl (dibutylaminothio)methylcarbamate
             สูตรเคมี : C20H32N2O3S
             สูตรโครงสร้างทางเคมี :

                                


          4. Aldicarb
              ชื่อทางเคมี : (EZ)-2-methyl-2-(methylthio)propionaldehyde O-methylcarbamoyloxime
              สูตรเคมี : C7H14N2O2S
              สูตรโครงสร้างทางเคมี :
                                   
                                

          5. Oxamyl
              ชื่อทางเคมี : (EZ)-N,N-dimethyl-2-methylcarbamoyloxyimino-2-(methylthio)acetamide
              สูตรเคมี : C7H13N3O3S
              สูตรโครงสร้างทางเคมี :

                                  

                                               

          6. Ethiofencarb
              ชื่อทางเคมี : -ethylthio-o-tolyl methylcarbamate
              สูตรเคมี : C11H15NO2S
              สูตรโครงสร้างทางเคมี :

                                     

          7. Pirimicarb
              ชื่อทางเคมี : 2-dimethylamino-5,6-dimethylpyrimidin-4-yl dimethylcarbamate
              สูตรเคมี : C11H18N4O2
              สูตรโครงสร้างทางเคมี :

                                        

ประโยชน์

            มักใช้ฆ่าแมลงศัตรูพืชในผลิตผลทางการเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ และเมล็ดพืชที่เป็นอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้กับสัตว์ปีก ปศุสัตว์ และสัตว์เลี้ยง เพื่อกำจัดแมลงรบกวน และยังใช้กำจัดหอยทากและหนอนตัวกลม (nematodes) บางชนิดได้

กลไกการออกฤทธิ์/การเกิดพิษ

            กลไก การออกฤทธิ์   คือ   ยับยั้งการทำงานของอะเซทิลโคลิเนสเทอเรส      ทำให้สารสื่อประสาทอะเซทิลโคลีนถูกทำลายลดลง    จึงเกิดอาการพิษเนื่องจากการทำงานของระบบสื่อประสาทโคลิเนอร์จิค (cholinergic neurotransmission) ทำงานมากเกินปกติ

            สาร ฆ่าแมลงกลุ่มคาร์บาเมตส่วนใหญ่มีพิษค่อนข้างรุนแรง ยกเว้น คาร์บาริล (carbaryl) ซึ่งมีพิษปานกลาง สารฆ่าแมลงกลุ่มนี้สามารถดูดซึมผ่านทางผิวหนังได้ โดยเฉพาะรอยแผลหรือรอยข่วน ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง นอกจากนี้สารฆ่าแมลงในกลุ่มนี้ยังทำให้เกิดความระคายเคืองต่อตาอย่างมาก

            ใน ระยะยาว โดยทั่วไปคาร์บาเมตไม่เป็นสารก่อมะเร็ง ยกเว้น คาร์บาริลและคาร์โบฟิวแรน (carbofuran) ซึ่งถ้าได้รับทางการรับประทานจัดเป็นสารก่อมะเร็งได้ นอกจากนี้ คาร์โบฟิวแรนยังอาจทำให้ทารกในครรภ์เกิดความผิดปกติได้ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่พบว่าคาร์บาเมตมีการสะสมหรือคงอยู่ในร่างกาย

อาการแสดงและการวินิจฉัย

            โดย ทั่วไป            อาการแสดงของความเป็นพิษที่เกิดขึ้น           เนื่องจากสารฆ่าแมลงกลุ่มคาร์บาเมต ได้แก่ อาการปวดศีรษะ วิงเวียน กล้ามเนื้ออ่อนแรง กระตุก หรือสั่น หัวใจเต้นช้าลง รู้สึกบวม หรือแน่นหน้าอก เหงื่อออก คลื่นไส้ นอกจากนี้ยังมีผลต่อตา คือ ระคายเคืองต่อตา ทำให้สายตา ขาดความคมชัด ตาแดง น้ำตาไหล การควบคุมกล้ามเนื้อตาลำบาก และม่านตาหด

            อาการ และความรุนแรงของการเกิดพิษจะขึ้นกับ (1) ความเป็นพิษของชนิดสารฆ่าแมลงที่ได้รับ, (2) ปริมาณสารฆ่าแมลงที่ได้รับ, (3) วิถีทางที่ได้รับ และ (4) ระยะเวลาที่ได้รับ

อาการความรุนแรงสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ

            1. ระดับไม่รุนแรง (สัมผัสเป็นเวลา 4-24 ชั่วโมง)  มีอาการเหนื่อย อ่อนแรง วิงเวียน คลื่นไส้ และมองภาพไม่ชัด

            2. ระดับรุนแรงปานกลาง (สัมผัสเป็นเวลา 4-24 ชั่วโมง) มีอาการปวดศีรษะ เหงื่อแตก น้ำตาไหล น้ำลายไหล อาเจียน สายตาแคบ และกระตุก

            3. ระดับรุนแรงมาก (หลังจากการดูดซึมเป็นวัน)  เป็นตะคริวที่ท้อง  ปัสสาวะราด  ท้องเสีย  กล้ามเนื้อสั่น ม่านตาหด ความดันต่ำ หัวใจเต้นช้า หายใจขัด และหากไม่ได้รับการรักษาโดยทันทีจะเสียชีวิตในที่สุด

            โดย ทั่วไป อาการเหล่านี้ มักมีอาการคล้ายกับโรคไข้หวัดใหญ่ เมาค้าง หมดแรง ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ หอบ ทางเดินอาหารอักเสบ ปอดบวม และเลือดคั่งในสมอง ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ถ้าละเลยหรือวินิจฉัยผิด ดังนั้นการวินิจฉัยสามารถทำได้โดยวัดระดับของโคลิเนสเทอเรส เป็นประจำสำหรับผู้ที่คาดว่าจะได้รับหรือสัมผัสกับคาร์บาเมต

การปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการรักษา

            1. หากสัมผัสถูกผิวหนังให้ล้างออกด้วยสบู่   และน้ำจำนวนมากๆ    หากเปื้อนเสื้อผ้าให้รีบถอดออกแล้วเปลี่ยนใหม่ทันที

            2. หากสูดดมให้ย้ายผู้ถูกพิษออกจากบริเวณที่มีการใช้สารฆ่าแมลง      และให้ออกซิเจนถ้าจำเป็น

            3. หากเข้าตาให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาดปริมาณมากๆ  จนอาการระคายเคืองทุเลา หากยังมีอาการระคายเคืองอยู่ให้ไปพบจักษุแพทย์

            4. หากรับประทาน ห้ามทำให้อาเจียน ให้รีบนำส่งแพทย์ พร้อมภาชนะบรรจุและฉลาก

            5. หากอาการไม่ดีขึ้น  หรือได้รับสารพิษในปริมาณมาก  หรือหมดสติ  ให้รีบนำผู้ได้รับพิษส่งโรงพยาบาลโดยด่วน พร้อมทั้งนำข้อมูลเกี่ยวกับชื่อผลิตภัณฑ์ และส่วนผสมที่คาดว่าผู้ได้รับพิษได้รับ รวมทั้งวิธีการปฐมพยาบาลฉุกเฉินที่อยู่บนฉลากไปด้วย ทั้งนี้ผู้นำส่งน่าจะต้องสามารถอธิบายถึงวิถีทางและโอกาสที่ผู้รับพิษได้รับ สารฆ่าแมลงได้ โดยปกติแล้วการแก้พิษของคาร์บาเมตจะให้อะโทรพีน (atropine) เพียงอย่างเดียว

ข้อควรระวัง/การป้องกัน

          1. เมื่อทำการพ่นยา   ระวังอย่าให้สารฆ่าแมลงกลุ่มคาร์บาเมตสัมผัสกับผิวหนัง เข้าปากหรือเข้าตา ห้ามสูดดมผงยา หรือไอจากการฉีดพ่น

          2. ให้สวมเสื้อผ้าที่รัดกุม   รวมทั้งแว่นตาหรือหน้ากากกันสารเคมี   เพื่อป้องกันการสัมผัสกับสารฆ่าแมลง  รวมทั้งใช้วิจารณญาณขณะทำการฉีดพ่น เพื่อลดการสัมผัสกับสารเคมีให้ได้มากที่สุด

          3. เมื่อเสร็จจากการใช้แล้ว ต้องอาบน้ำให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้ง

          4. หลังจากพ่นยาแล้ว ควรติดป้ายเตือนถึงเวลาที่สามารถเข้ามาในแปลงเกษตรได้อีกครั้ง เพื่อลดการสัมผัสกับสารฆ่าแมลง

          5. ห้ามทิ้งภาชนะบรรจุที่ใช้หมดแล้วลงในแม่น้ำ    คู    คลอง    แหล่งน้ำสาธารณะ ควรทิ้งในที่เหมาะสม และห้ามเผาไฟจะเกิดอันตราย

การเก็บรักษา

            เก็บในที่มิดชิด ห่างจากเด็ก อาหาร สัตว์เลี้ยง เปลวไฟ หรือความร้อน

การผลิตสารไล่แมลงจากพืชธรรมชาติ

หัวข้อ : การใช้สารสกัดจากพืชควบคุมแมลงศัตรูพืช
ข้อความ : ผมไ้ด้หาข้อมูลเพิ่มเติมมาฝากชาวเกษตรเพื่อชีวิตที่ปลอดภัยครับ

การใช้สารสกัดจากพืชควบคุมแมลงศัตรูพืช

เกษตรกรที่ต้องการอนุรักษ์และเพิ่มจำนวนประชากรของแมลงศัตรูธรรมชาติที่ มีประโยชน์ให้เพิ่มมากขึ้นภายในสวน ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีและหันมาใช้สารสกัดจากพืชชนิดต่าง ๆ ที่หาได้ง่ายและพบได้ทั่ว ๆ ไป นำมาใช้ทดแทน ซึ่งการใช้สารสกัดจากพืชนั้นก็มีผลในการทำลายแมลงที่เป็นประโยชน์ พวกตัวห้ำ-ตัวเบียนด้วย แต่มีความเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตและสภาพแวดล้อมน้อยกว่าสารเคมี เนื่องจากความเป็นพิษมีการสลายตัวได้รวดเร็ว ไม่ตกค้างในดินนาน การนำสารสกัดพืชมาใช้ทดแทนสารเคมีนั้นยังมีความจำเป็นในช่วงระยะแรก ๆ ของการเปลี่ยนแปลง จากสวนที่เกษตรกรมีการใช้สารเคมีมากและใช้ติดต่อกันมาเป็นเวลานานจนทำให้ ความสมดุลของแมลงศัตรูพืชและแมลงที่เป็นประโยชน์สูญเสียไป เมื่อเวลาผ่านไปถึงระยะที่เราสามารถอนุรักษ์และเพิ่มจำนวนแมลงที่มีประโยชน์ เพิ่มมากขึ้นภายในสวนจนถึงจุดที่สมดุลแล้ว ธรรมชาติจะสามารถควบคุมกันเองได้ การป้องกันหรือกำจัดแมลงศัตรูพืชจะลดน้อยลงเป็นลำดับ แต่ในกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เกษตรกรควรเลือกใช้สารฆ่าแมลงชนิดที่มีคุณสมบัติเฉพาะเจาะจง เช่น Pirimicarb ชื่อการค้าไพรีคาร์บ ซึ่งใช้กำจัดเฉพาะศัตรูพืชพวกเพลี้ยอ่อน แต่ไม่มีอันตรายต่อศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยอ่อน เช่น แมลงวันดอกไม้ ด้วงเต่าลาย และแมลงช้างปีกใส เป็นต้น

สำหรับเกษตรกรที่สนใจจะปลูกต้นพืชจำพวกนี้ แล้วทำสารสกัดใช้เองก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เนื่องจากขั้นตอนไม่ยุ่งยากและช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนในการทำสวน ลงได้ ซึ่งจากงานทดลองของกองวัตถุมีพิษการเกษตร และสำนักวิจัยและพัฒนาการผลิตสารธรรมชาติ กรมวิชาการเกษตร ได้ทำการวิจัยสารสกัดจากพืชชนิดต่าง ๆ และแนะนำวิธีการใช้เอาไว้ดังต่อไปนี้

1. สะเดา

....... สะเดาที่ปลูกและพบได้โดยทั่ว ๆ ไปในประเทศไทยมีอยู่ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ สะเดาอินเดีย (Azadirachta indica A. Juss.) สะเดาไทย (A. indica A. Juss var. Siamensis.) และสะเดาช้างหรือสะเดาเทียม (A. excelsa Jack.)
....... สะเดาอินเดีย พบมากบริเวณชายทะเลและภาคเหนือ มีรูปร่างลักษณะคล้ายกับสะเดาไทย แต่ขอบใบจะมีรอยหยักฟันเลื่อย ปลายของฟันเลื่อยจะแหลม โคนใบเบี้ยว ฐานใบเยื้องกันมาก ปลายใบแหลมเรียวและแคบมากจนคล้ายเส้นขน ทรงพุ่มมีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง
....... สะเดาไทย พบได้โดยทั่ว ๆ ไปทุกภาคของประเทศไทย นิยมนำยอดและดอกมารับประทาน ลักษณะของขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ปลายของฟันเลื่อยทู่ โคนใบเบี้ยว ฐานใบเยื้องกันเล็กน้อย ปลายใบแหลม ขนาดใบ ความหนาของใบ ผล และทรงพุ่มของสะเดาไทยมีขนาดใหญ่กว่าสะเดาอินเดีย ลำต้นสูงใหญ่ ปลูกง่าย และโตเร็ว
....... สะเดาช้าง (สะเดาเทียม) ปลูกมากและเจริญเติบโตได้ดีในภาคใต้ของประเทศไทย ใบใหญ่ ขอบใบเรียบไม่มีรอยหยัก นิยมนำมาปลูกร่วมในสวนยาง หรือปลูกเป็นสวนป่า
....... สารสกัดที่พบในสะเดาและมีฤทธิ์ในการป้องกันกำจัดแมลง ได้แก่ สารอะซาดิแรคติน A(Azadirachtin A) พบมีปริมาณมากในเนื้อในเมล็ด (seed kernel) ในสะเดา 3 สายพันธุ์ พบว่า สะเดาอินเดียให้ปริมาณสารอะซาดิแรคตินสูงกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ พบปริมาณ 4.7-7.8 มิลลิกรัม/กรัมเนื้อในเมล็ด รองลงมาได้แก่ สะเดาไทยให้สารอะซาดิแรคตินปริมาณ 0.5-4.6 มิลลิกรัม/กรัมเนื้อในเมล็ด และในสะเดาช้างหรือสะเดาเทียมให้สารอะซาดิแรคติน 0.3-3.57 มิลลิกรัม/กรัมเนื้อในเมล็ด โดยสารอะซาดิแรคตินจะมีผลในการยับยั้งการลอกคราบของแมลง ยับยั้งการวางไข่ และเป็นสารไล่แมลง ใช้ได้ผลดีกับหนอนชนิดต่าง ๆ เช่น หนอนเจาะยอดกะหล่ำ หนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้ผัก หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนเจาะดอกมะลิ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจั๊กจั่น และเพลี้ยไก่แจ้ สำหรับเพลี้ยไฟ และไรแดง ใช้ได้ผลปานกลาง

+++ วิธีการใช้ +++

....... เมล็ดสะเดาที่ผึ่งแห้งมาบดหรือตำในอัตรา 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ทิ้งไว้ 1-2 คืน แล้วกรองเอากากออก นำสารสกัดที่ได้ไปฉีดพ่น
....... ใบสะเดาแห้ง บดให้ละเอียด คลุกเมล็ดข้าวโพด ใช้อัตรา 1:10 โดยน้ำหนัก เพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูในโรงเก็บเมล็ดพันธุ์ เช่น มอดแป้ง ด้วงงวงถั่ว ผีเสื้อข้าวเปลือก ด้วงงวงข้าวโพด
....... ใบสะเดาแก่ใบสด อัตรา 2 กิโลกรัม ตำให้ละเอียดหมักในน้ำ 10 ลิตร ทิ้งไว้ 2 คืน กรองเอากากออกแล้วนำไปฉีดพ่น

2. โล่ติ๊น

....... มีชื่อเรียกโดยทั่วไปว่า หางไหล หางไหลแดง กะลำเพาะ (เพชรบุรี) เครือไหลน้ำ อวดน้ำ ไหลน้ำ (ภาคเหนือ) โพตะโกส้า (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) เป็นไม้เลื้อยชนิดเนื้อแข็ง ใบออกเป็นช่อมีใบย่อย 7 ใบ ได้แก่ หางไหลแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ Derris elliptica Benth. และชนิดที่มีใบย่อย 5 ใบ เรียกว่า หางไหลขาว (D. malaccensis Prain.) ชนิดที่นิยมปลูกกันมากและทำเป็นการค้า คือ หางไหลแดง สารสกัดที่ได้จากหางไหลและมีผลในการป้องกันกำจัดแมลง และเบื่อปลาทำให้ปลาสลบได้ โดยไม่มีพิษต่อคน ได้แก่ สารโรติโนน ซึ่งพบมีปริมาณมากในส่วนรากของต้นหางไหล โดยสารโรติโนนจะออกฤทธิ์เหมือนสารกำจัดแมลงชนิดไม่ดูดซึมเข้าสู่ต้นพืช (non-systemic insecticide) ออกฤทธิ์เป็นพิษโดยการกินหรือโดยการสัมผัส สารโรติโนนมีผลโดยตรงกับระบบการทำงานของไมโตคอนเดรีย ซึ่งอยู่ภายในเซลของร่างกาย
....... โล่ติ๊นสามารถนำมาใช้ป้องกันกำจัดแมลงได้หลายชนิด ได้แก่ แมลงวัน เพลี้ยอ่อน ด้วงงวงถั่ว ตั๊กแตน ตัวอ่อนเพลี้ยจั๊กจั่นฝ้าย หนอนกระทู้ผัก และหนอนใยผัก

+++ วิธีการใช้ +++
....... นำส่วนของรากหรือลำต้นของโล่ติ๊นที่มีอายุ 2-3 ปี มาบดหรือตำให้แหลกละเอียด โดยใช้รากหรือลำต้น 0.5-1 กิโลกรัม/น้ำ 20 ลิตร ร่วมกับการใส่กากน้ำตาล 100 กรัม เพื่อช่วยเสริมประสิทธิภาพของสารสกัดให้ดียิ่งขึ้น หมักทิ้งไว้ประมาณ 2 วัน ในระหว่างหมักควรใช้ไม้กวน ประมาณ 3-4 ครั้ง เมื่อครบ 2 วัน นำมากรองเอาน้ำสกัดที่ได้ไปใช้ฉีดพ่นป้องกันกำจัดแมลงได้

....... ** ข้อควรระวังในการใช้โล่ติ๊น **

....... ไม่แนะนำให้ใช้กับแปลงผักหรือไม้ผลที่มีบ่อเลี้ยงปลาอยู่ใกล้ ๆ เช่น แปลงที่ขุดเป็นร่องน้ำล้อมรอบแล้วเลี้ยงปลาไว้ นอกจากนี้ยังทำลายแมลงที่มีประโยชน์พวกด้วงเต่า ตัวห้ำด้วย

3. สาบเสือ (Eupatorium odoratum L.)

....... สาบเสือมีชื่อเรียกอื่นว่า ช้าผักคราด, ยี่สุ่นเถื่อน, เบญจมาศ, หญ้าฝรั่งเศส, หญ้าดอกขาว หญ้าเหม็น ฯลฯ เป็นวัชพืชพบเจริญงอกงามอยู่โดยทั่วไปในพื้นที่ที่ไม่มีการพ่นสารเคมีกำจัด วัชพืช เป็นไม้ล้มลุกเจริญงอกงามได้รวดเร็ว จึงเหมาะที่จะนำมาสกัดเป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
....... สารที่ออกฤทธิ์ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชที่พบในสาบเสือ ได้แก่ pinene, limonene และ nepthaquinone ซึ่งพบทั้งในส่วนของดอกและในใบ แต่ในใบจะมีปริมาณของสารมากกว่าในดอก ใช้ได้ผลกับหนอนชนิดต่าง ๆ เช่น หนอนใยผักหนอนกระทู้ผัก เพลี้ยอ่อน และด้วงเขียว

+++ วิธีการใช้ +++

....... นำส่วนของใบสาบเสือแห้ง 400 กรัม ตำให้ละเอียดผสมกับน้ำ 3 ลิตร ต้ม 10 นาที ทำให้เย็นแล้วกรองเอากากทิ้ง แล้วนำไปพ่นในแปลงมะเขือเปราะ สามารถกำจัดเพลี้ยอ่อนได้ดี และพ่นในแปลงผักสามารถป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ผักได้ดี

4. ตะไคร้หอม (Cymbopogon nardus L.) Rendle

....... ตะไคร้หอมมีชื่อเรียกอื่นว่า ตะไคร้แด งตะไคร้มะขูด จะไคมะขูด เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่เกิดจากหัวหรือเหง้าที่อยู่ใต้ดิน เจริญแตกออกมาเป็นกอเหมือนกับตะไคร้ที่ปลูกเป็นพืชสวนครัวแต่ลำต้นมีขนาด ใหญ่กว่า เจริญเติบโตได้ดีในดินที่ร่วนซุยมีการระบายน้ำได้ดี มีแสงแดดมาก
....... สารที่ออกฤทธิ์ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชที่พบในตะไคร้หอม ได้แก่ geraniol, citronellal, linalool, neral, limonene ปัจจัยที่ทำให้สารออกฤทธิ์มีค่าแตกต่างกัน ได้แก่ พันธุ์ของตะไคร้หอมที่พบมีอยู่หลายสายพันธุ์ ได้แก่ ตะไคร้หอมไทย พันธุ์ศรีลังกา พันธุ์ชวา รวมถึงองค์ประกอบทางด้านอายุในการเก็บเกี่ยว แหล่งที่ปลูก และวิธีการสกัดเอาสารมาใช้ จากผลการวิเคราะห์พบว่า ในใบตะไคร้หอมจะมีสารออกฤทธิ์มากกว่าในส่วนของลำต้น อายุในการเก็บเกี่ยวควรอยู่ในช่วง 7-11 เดือน
....... ตะไคร้หอมใช้ได้ผลในการไล่หนอนกระทู้ผัก หนอนใยผัก ด้วงถั่วเขียว และเพลี้ยจั๊กจั่น

+++ วิธีการใช้ +++

ก. ใช้ในรูปเป็นผงที่บดละเอียด แล้วนำมาคลุกเมล็ด
ข.. ใช้ตะไคร้หอมบด แล้วหมักด้วยน้ำเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ในอัตราความเข้มข้น 400 กรัม/น้ำ 8 ลิตร
ค. ใช้ต้มที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง ใช้อัตราความเข้มข้น 400 กรัม/น้ำ 8 ลิตร
ง. ใช้สกัดด้วยไอน้ำ โดยใช้ตะไคร้หอม 400 กรัม/น้ำ 3 ลิตร กลั่นออกมาได้ 2 ลิตร แล้วนำไปใช้

6. ยาสูบ (Nicotiana tabacum, N. rustica, N.glutinosa)

....... ยาสูบเป็นไม้พื้นเมืองของอเมริกาใต้ ในประเทศไทยพบปลูกมากในภาคเหนือและอีสาน สารออกฤทธิ์ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชที่พบในยาสูบ ได้แก่ สารนิโคติน พบสารในทุกส่วนของต้นพืช (ใบ ลำต้น ดอก เมล็ด ผล) แต่จะพบสารนิโคตินมากในส่วนของใบและก้านใบ นิโคตินเป็นสารที่สลายตัวได้ง่าย และมีพิษกับมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เวลาฉีดพ่นควรระมัดระวังอย่าให้ละอองยาถูกตัว หลังจากฉีดพืชแล้วต้องรอให้ตัวยาสลายตัว ประมาณ 3-4 วัน จึงสามารถเก็บผลผลิตมาบริโภคได้
....... ยาสูบใช้ได้ผลกับด้วงหมัดผัก ด้วงเจาะเมล็ดฝ้าย แมลงปากดูด เช่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจั๊กจั่น มวน ไรแดง หนอนกอ หนอนกะหล่ำปลี หนอนชอนใบ และหนอนทั่วไป

+++ วิธีการใช้ +++

....... ใช้ยาฉุน 1 กิโลกรัม ผสมน้ำ 2 ลิตร ต้มนาน 1 ชั่วโมง หรือแช่ทิ้งไว้ 1 คืน หลังจากนั้นกรองเอาแต่น้ำยาฉุน นำไปผสมน้ำ 100 ลิตร เพิ่มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้นด้วยการใส่น้ำปูนใส หรือน้ำสบู่ลงไปเล็กน้อย เมื่อเตรียมเสร็จแล้วต้องนำไปฉีดพ่นทันที อย่าทิ้งไว้นานเพราะสารนิโคตินจะเสื่อมประสิทธิภาพ
....... นำใบยาสูบสด 1 กิโลกรัม ตำให้ละเอียด ผสมน้ำ 15 ลิตร ทิ้งไว้นาน 1 วัน กรองเอากากทิ้ง เติมน้ำสบู่หรือน้ำปูนใสเล็กน้อย แล้วนำไปฉีดพ่นทันที หลังจากฉีดพ่นต้องล้างอุปกรณ์ที่ใช้ทั้งหมดเพื่อป้องกันหัวฉีดอุดตัน
....... ในการฉีดพ่นสารละลายยาสูบ ให้ได้ผลดีต้องฉีดพ่นในช่วงเวลาที่มีอากาศร้อนจัด (30 องศาเซลเซียสขึ้นไป)

7. บอระเพ็ด

....... มีชื่อเรียกอื่นว่า เจตมูล (ใต้) จุ่งจะลิง (เหนือ) เครือเขาฮอ (อีสาน) มีชื่อวิทยาศาสตร์ (Tinospora rumphii) เป็นต้นไม้ที่มีรสขม ขึ้นได้โดยทั่วไป เป็นไม้เลื้อยขึ้นพันตามต้นไม้ใหญ่ ปลูกง่ายและนำมาใช้ได้สะดวก สารที่พบในเถาบอระเพ็ดพืชสามารถดูดซึมเข้าไปอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของพืชได้ จัดเป็นสารสกัดจากพืชประเภทดูดซึม ใช้ได้ผลกับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียว

+++ ธีการใช้ +++
....... นำส่วนของลำต้น (เถา) 400-500 กรัม ตำให้ละเอียดแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน กรองเอากากทิ้งแล้วนำไปพ่นในแปลงปลูกพืช

8. ขมิ้นชัน (Curcuma longa L.)

....... เป็นพืชล้มลุกข้ามปี มีหัวอยู่ใต้ดิน ขึ้นเป็นกอ ลำต้นที่แท้จริงอยู่ใต้ดินเรียกเหง้า ปลูกขึ้นง่าย เจริญเติบโตได้ทั้งในที่ร่มและที่มีแสงแดด สารออกฤทธิ์ในการควบคุมแมลงศัตรูพืชที่พบในขมิ้นชัน ได้แก่ pinene phellandrene, borneol และ turmerone พบว่าพันธุ์ อายุ และแหล่งปลูกเป็นปัจจัยที่ทำให้ปริมาณสารออกฤทธิ์มีค่าแตกต่างกัน ขมิ้นชันอินเดียพบสารออกฤทธิ์มากกว่าขมิ้นชันไทย อายุเก็บเกี่ยวที่จะนำขมิ้นชันมาทำสารสกัดพืช ควรจะมีอายุระหว่าง 10-16 เดือน
....... ขมิ้นชันมีประสิทธิภาพทั้งขับไล่และกำจัดแมลง ได้แก่ ด้วงงวง ด้วงถั่วเขียว มอดข้าวเปลือก มอดแป้ง ขับไล่หนอนใยผัก หนอนหลอดหอม หนอนกระทู้ผัก และแมลงวัน

+++ วิธีการใช้ +++
....... นำแง่งขมิ้นมาบดเป็นผง อัตรา ½ กิโลกรัม ผสมน้ำ 2 ลิตร หมักทิ้งไว้ 1 คืน คั้นเอาแต่น้ำ นำน้ำคั้นที่ได้ 400 มิลลิลิตร ผสมน้ำ 2 ลิตร นำไปฉีดพ่นขับไล่หนอน
....... ใช้แง่งขมิ้นชันนำมาผึ่งลมให้แห้ง บดให้ละเอียดนำไปคลุกกับเมล็ดพืช เช่น ถั่วเขียว โดยใช้อัตราผงขมิ้นบด 10 กรัมต่อถั่วเขียว 100 กรัม สามารถป้องกันกำจัดด้วงถั่วเขียวได้ โดยออกฤทธิ์เป็นสารไล่ได้นาน 3 เดือน

*** ใช้ได้ผลอย่างไร เมลล์มาบอกกันบ้างน๊ะค๊ะ wannawath@hotmail.com ***

จาก : ขนำเกษตรฅนไทย - 13/08/2002 14:22